ทุกเดือนมกราคมที่งาน NRF ผู้นำวงการค้าปลีกจะมารวมตัวกันเพื่อจินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปได้ แต่หลายปีที่ผ่านมา ความทะเยอทะยานนี้ติดอยู่กับข้อจำกัดเดิม ๆ นั่นคือการเข้าถึงลูกค้าทุกที่หมายถึงการต้องสร้างทุกอย่างทุกที่ มีช่องทางใหม่ ก็ต้องทำการเชื่อมต่อใหม่ มีแพลตฟอร์มใหม่ ก็ต้องสร้างระบบชำระเงินใหม่ ทำให้แบรนด์แตกกระจายไปตามทุกช่องทาง
ที่งาน NRF 2026 สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ยุคนั้นจบลงแล้ว ยุคของการค้าแบบ AI ไม่ได้เกี่ยวกับการสร้างทุกอย่างให้แต่ละช่องทาง แต่เป็นการปรากฏตัวในทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ โดยที่แบรนด์ยังคงเป็นตัวเอง ตรรกะทางธุรกิจยังคงอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับลูกค้ายังเป็นของแบรนด์อย่างแท้จริง
ตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งในเซสชันต่าง ๆ และที่บูธ เราได้ยินเรื่องเดียวกันซ้ำ ๆ นั่นคือ ร้านค้าปลีกเบื่อหน่ายกับการต้องเลือกระหว่างการเข้าถึงกับการควบคุม และนี่คือวิธีที่สิ่งเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไป
Shopify ยึดพื้นที่บนถนนในนิวยอร์กช่วงงาน NRF 2026 ยุคใหม่ของการค้ามาถึงแล้ว
จากการค้นหาสู่การถาม AI พฤติกรรมช้อปปิ้งกำลังเปลี่ยนไป
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การค้นหาผ่าน Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการช้อปปิ้งออนไลน์ แต่วันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องพิมพ์คีย์เวิร์ดแล้วไล่ดูเว็บไซต์หลายแห่ง กลายเป็นการถาม AI เพื่อขอคำแนะนำ เปรียบเทียบสินค้า และตัดสินใจซื้อได้ทันทีผ่านบทสนทนาเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวโน้มในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นแล้ว ข้อมูลจาก Shopify พบว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 จำนวนออเดอร์จากร้านค้าบน Shopify ที่มาจากการค้นหาผ่าน AI เพิ่มขึ้นถึง 11 เท่า สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มใช้ AI เป็นอีกช่องทางในการค้นหาและเลือกซื้อสินค้า สำหรับแบรนด์ต่าง ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าลูกค้าจะค้นหาเจอหรือไม่ แต่คือ เมื่อมีคนถาม AI เกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ แบรนด์ของเราจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ AI แนะนำหรือเปล่า
Harley Finkelstein (Shopify), Emma Grede (Good American) และ Ben Francis (Gymshark) ขึ้นเวทีหลักเพื่อเจาะลึกว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสร้างแบรนด์ให้เป็นตำนานที่ยืนยงได้
ปรากฏตัวในทุกบทสนทนากับ AI
ในงาน NRF เราได้ประกาศเปิดตัว Universal Commerce Protocol (UCP) มาตรฐานเปิดใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Google เพื่อนำแบรนด์ไปสู่ AI agent ในวงกว้าง โดยไม่สูญเสียสิ่งที่ทำให้ธุรกิจมีเอกลักษณ์
UCP รักษาตรรกะทางธุรกิจเอาไว้ตลอดทุกบทสนทนากับ AI ไม่ว่าจะเป็นบันเดิล ส่วนลด ภาษี รวมถึงการสมัครสมาชิก ทุกอย่างทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้แพลตฟอร์ม AI ใดก็ตาม ไม่ใช่การปรับแบรนด์ให้เข้ากับช่องทาง แต่เป็นช่องทางที่ปรับตัวเข้าหาแบรนด์ต่างหาก
"Universal Commerce Protocol มอบกรอบการทำงานนั้นให้" Ashish Gupta รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Merchant Shopping ของ Google กล่าว "ผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Shopify เรากำลังทำให้มั่นใจได้ว่าโปรโตคอลนี้ทำงานร่วมกันได้และพร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของร้านค้าปลีกและลูกค้า"
การช้อปปิ้งแบบเนทีฟบนพื้นที่ต่าง ๆ ของ Google กำลังจะเปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ ซึ่งหมายความว่าผู้ขายบน Shopify จะสามารถขายได้โดยตรงใน AI Mode บน Google Search และแอป Gemini นอกจากนี้เรายังปล่อยอัปเดตการเชื่อมต่อกับ Microsoft Copilot พร้อมประสบการณ์การชำระเงินแบบฝังตัวใหม่ การเชื่อมต่อใหม่เหล่านี้ รวมถึง ChatGPT สามารถจัดการจากศูนย์กลางได้ใน Shopify Admin ผ่าน Agentic Storefronts
ไม่ว่าจะบนชั้นวางสินค้าจริงหรือกับ AI agent โครงสร้างพื้นฐานของ Shopify ช่วยให้ตรรกะทางธุรกิจและเอกลักษณ์ของแบรนด์คงเส้นคงวาในทุกที่ที่เติบโต
รักษาแบรนด์และตรรกะทางธุรกิจให้คงอยู่
Agentic Storefronts ช่วยให้แบรนด์บน Shopify ถูกค้นพบบนแพลตฟอร์ม AI อย่าง ChatGPT, Perplexity รวมถึง Microsoft Copilot ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยมีแพลตฟอร์มอื่น ๆ ตามมาเร็ว ๆ นี้ เพียงตั้งค่าครั้งเดียวใน admin แบรนด์ก็จะปรากฏอยู่ในทุกที่ที่มีบทสนทนากับ AI เกิดขึ้น
และยังควบคุมได้เต็มที่ คุณเลือกได้เองว่าแบรนด์จะปรากฏที่ไหนและอย่างไร ตั้งแต่การค้นพบไปจนถึงหลังการขาย ติดตามนโยบาย คำถามที่พบบ่อย รวมถึงน้ำเสียงของแบรนด์ผ่าน Knowledge Base App เพื่อให้เอเจนท์มีคำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับแบรนด์ในทุกบทสนทนา ความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นของคุณ และคุณควบคุมการปรากฏตัวของแบรนด์ได้เอง
สิ่งนี้ทำงานได้เพราะ Shopify Catalog จัดโครงสร้างสินค้าหลายพันล้านรายการเพื่อให้ AI เข้าใจได้ ทั้งการอนุมานหมวดหมู่ การดึงคุณลักษณะ รวมถึงการจัดกลุ่มสินค้าที่เหมือนกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ สินค้าแสดงผลได้อย่างถูกต้อง และราคากับสต็อกเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
"ที่ Monos เราตื่นเต้นกับการช้อปปิ้งแบบ Agentic เพราะมันช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าในที่ที่พวกเขาอยู่แล้ว" Victor Tam ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Monos กล่าว "มันเป็นวิธีใหม่ที่เรื่องราวและรายละเอียดสินค้าของเราจะปรากฏในจังหวะที่ใครบางคนกำลังถามคำถามจริง ๆ ด้วยความตั้งใจจริง ในรูปแบบที่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์ ไม่ใช่การรบกวน"
ทำธุรกิจให้ทันใจลูกค้า ด้วยผู้ช่วย AI อย่าง Sidekick
อีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในงาน NRF 2026 คือ Sidekick ผู้ช่วย AI ของ Shopify ที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างให้ความสนใจ โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และทำให้ธุรกิจตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
Sidekick คือผู้ช่วย AI สำหรับธุรกิจบน Shopify ที่มีการใช้งานผ่านบทสนทนาไปแล้วเกือบ 100 ล้านครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ขายเริ่มนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานจริง ตั้งแต่จัดการงานประจำวันไปจนถึงวางแผนขยายธุรกิจ
สิ่งที่ทำให้ Sidekick น่าสนใจคือความสามารถในการทำงานหลายอย่างผ่านคำสั่งภาษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายงานและกราฟวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบแคมเปญอีเมล แบ่งกลุ่มลูกค้า สร้างแอปเฉพาะสำหรับร้านค้า ปรับแต่งธีมเว็บไซต์ หรือจัดทำรายการงานที่ต้องทำแบบโต้ตอบ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคมาก่อน เพียงบอกสิ่งที่ต้องการ Sidekick ก็ช่วยจัดการให้ได้
นี่คือเหตุผลที่ Sidekick ได้รับความสนใจอย่างมากในงาน NRF เพราะสำหรับธุรกิจค้าปลีก AI ไม่ได้มีดีแค่ช่วยประหยัดเวลา แต่ยังช่วยลดภาระงานด้านเทคนิค ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งการพัฒนาแบรนด์ ดูแลลูกค้า และสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีขึ้น
นอกเหนือจากความคึกคักบนพื้นที่จัดงาน บทสนทนาที่แท้จริงคือเรื่องความเร็ว Sidekick และเครื่องมือ AI-native ของ Shopify กำลังช่วยให้ร้านค้าปลีกก้าวข้ามงานด้านเทคนิคที่ยุ่งยากเพื่อลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ที่กล้าหาญได้เร็วขึ้น
เมื่อ AI ออกมาโชว์ความสามารถในร้านค้าจริงที่ NRF 2026
หนึ่งในไฮไลต์ที่บูธ Shopify ในงาน NRF 2026 คือ Magic Mirror กระจกอัจฉริยะที่ทำให้เห็นว่า AI สามารถเข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในร้านค้าปลีกได้อย่างไร เพียงยืนหน้ากระจกแล้วชูนิ้วโป้งขึ้น ก็จะได้รับคำชมเกี่ยวกับการแต่งตัว แต่ถ้าชี้นิ้วโป้งลง AI ก็จะแซวสไตล์การแต่งตัวแบบขำ ๆ หรือหากชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ กระจกก็จะช่วยเลือกสีบลัชออนที่เข้ากับใบหน้าให้ทันที
เบื้องหลังความสนุกนี้คือ AI ที่วิเคราะห์สไตล์การแต่งตัวและสีผิวแบบเรียลไทม์ ก่อนสร้างโค้ดส่วนลดที่เชื่อมต่อกับระบบ POS โดยตรง ลูกค้าเพียงนำ QR Code ไปสแกนที่เคาน์เตอร์ก็รับของแถมได้เลย โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยาก
ตั้งแต่การวิเคราะห์ด้วย AI ไปจนถึงการสร้างโค้ดและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ POS ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที Magic Mirror จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมสนุก ๆ ในบูธ แต่เป็นตัวอย่างของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจค้าปลีกจริง ทั้งการเข้าใจความต้องการของลูกค้า การเชื่อมต่อระบบหลังบ้าน และการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ต่อเนื่องทั้งออนไลน์และหน้าร้าน ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจของระบบการค้าแบบรวมศูนย์
Magic Mirror ให้ฟีดแบ็กด้านสไตล์ที่สร้างโดย AI ภายในไม่กี่วินาที แล้วพิมพ์โค้ดส่วนลดที่เชื่อมต่อกับ POS จะรับคำชมหรือคำแซว เลือกได้เลย
ทำให้การซื้อรวดเร็ว คุ้นเคย และไร้รอยต่อ
ในเซสชัน "Inside the World's Best Converting Checkout" เราได้วิเคราะห์ว่าอะไรทำให้ระบบชำระเงินคอนเวิร์ตได้ดี Shopify Checkout ให้อัตราคอนเวอร์ชันเฉลี่ยสูงขึ้น 15% เพราะผู้ซื้อจดจำและไว้วางใจได้
เมื่อนักช้อปเห็น Shopify Checkout พวกเขารู้ว่าจะเจอกับอะไร เพราะเคยใช้มาแล้วที่ร้านอื่น ประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา รวดเร็ว และปลอดภัย ความคุ้นเคยนี้ช่วยขจัดอุปสรรคในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
อินเทอร์เฟซการชำระเงินที่คุ้นเคยนี้มีสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยรองรับที่ประมวลผลยอดขาย 5.1 ล้านดอลลาร์ต่อนาที และคอนเวิร์ตได้ดีกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปถึง 15%
เบื้องหลังประสบการณ์ที่ราบรื่นและสม่ำเสมอนี้คือโครงสร้างพื้นฐานของ Shopify ที่รองรับคำขอได้ถึง 489 ล้านครั้งต่อนาที และประมวลผลยอดขายทั่วโลกมูลค่า 5.1 ล้านดอลลาร์ในทุก ๆ นาที ระบบที่รองรับการทำงานในระดับนี้ช่วยให้ร้านค้ามั่นใจได้ว่าการชำระเงินจะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะมีออเดอร์เข้ามา 10 รายการหรือ 10,000 รายการก็ตาม
Shopify ยังเดินหน้าขยายความสามารถของระบบให้ตอบโจทย์ร้านค้าปลีกมากขึ้น โดยในงาน NRF 2026 ได้ประกาศความร่วมมือกับ Verifone เพื่อเพิ่มทางเลือกอุปกรณ์รับชำระเงินสำหรับ Shopify POS พร้อมเปิดตัวอุปกรณ์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Victa Mobile Countertop และ Victa Lane ที่ออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก มีดีไซน์ทันสมัย และช่วยให้การรับชำระเงินที่หน้าร้านมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ส่วน Shop Pay ก็ช่วยให้ขั้นตอนชำระเงินออนไลน์สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยลูกค้าที่บันทึกข้อมูลไว้กับ Shop Pay มีอัตราคอนเวอร์ชันสูงกว่าการชำระเงินแบบ Guest Checkout ถึง 50% เพราะสามารถซื้อสินค้าได้ภายในไม่กี่วินาทีโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทุกครั้ง และในช่วงเทศกาลช้อปปิ้ง Black Friday และ Cyber Monday (BFCM) ปี 2025 พบว่า 32% ของออเดอร์ทั้งหมดบน Shopify ชำระเงินผ่าน Shop Pay
สร้างครั้งเดียว พร้อมขายได้ทุกช่องทาง
ระบบชำระเงินไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่บนเว็บไซต์อีกต่อไป Shopify ช่วยให้แบรนด์ออกแบบประสบการณ์ช้อปปิ้งเพียงครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ได้ในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นแอปมือถือผ่าน Checkout Kit แพลตฟอร์ม AI หรือเว็บไซต์ของพาร์ทเนอร์ โดยยังคงรูปแบบแบรนด์และเงื่อนไขการขายที่สอดคล้องกันในทุกช่องทาง
เรื่องนี้สำคัญเพราะปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ช้อปปิ้งผ่านช่องทางเดียวอีกแล้ว โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2027 ยอดขายอีคอมเมิร์ซทั่วโลกถึง 62% จะมาจากการซื้อสินค้าผ่านมือถือ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีผู้บริโภค Gen Z และการเติบโตของ Social Commerce เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แบรนด์จึงต้องพร้อมมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ราบรื่นและต่อเนื่องในทุกช่องทางที่ลูกค้าเลือกใช้ ไม่ใช่แค่บนเว็บไซต์ของตัวเอง
ที่งาน NRF เราไม่ได้แค่พูดคุยเรื่องฟีเจอร์ แต่เรากำลังร่วมมือกับร้านค้าปลีกเพื่อเปลี่ยนความทะเยอทะยานในเดือนมกราคมให้เป็นแรงผลักดันตลอดทั้งปี
ลูกค้าไม่ได้เลือกช้อปจากช่องทาง แต่เลือกจากแบรนด์
แบรนด์ที่จะชนะในปี 2027 จะไม่ใช่แบรนด์ที่มีงบประมาณมากที่สุดหรือมีแผนงานยาวที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่ปรากฏตัวในที่ที่ลูกค้าอยู่ โดยที่แบรนด์ยังคงเป็นตัวเองและประสบการณ์ยังคงเส้นคงวา และเป็นแบรนด์ที่ขยับได้ทันความเร็วที่ลูกค้าคาดหวัง
ที่ Shopify เรากำลังสร้างรากฐานที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นไปได้ เพราะแบรนด์ไม่ควรแตกกระจายไปตามช่องทาง แต่ควรขยายผ่านช่องทางเหล่านั้นต่างหาก

