การเปลี่ยนจาก Shopify Advanced มาใช้ Shopify Plus ไม่ใช่แค่การขยับไปแพ็กเกจที่สูงกว่า แต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่าเครื่องมือที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการทำงานที่อาจลดลง คุ้มกับค่าแพ็กเกจรายเดือนที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่
จากราคาปัจจุบันในสกุลเงิน USD แพ็กเกจ Shopify Advanced เริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 10,100 บาท) เมื่อเรียกเก็บแบบรายปี ส่วนแพ็กเกจ Shopify Plus เริ่มต้นที่ 2,300 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 77,600 บาท) สำหรับสัญญา 3 ปี ส่วนต่างนี้สามารถชดเชยได้ด้วยค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่ต่ำลง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ลดลง รวมถึงเครื่องมือการเช็กเอาต์ที่แข็งแกร่งขึ้น การตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าแพ็กเกจปัจจุบันกำลังสร้างข้อจำกัดในการดำเนินงานที่ทำให้ธุรกิจต้องเสียเวลาหรือเงินหรือไม่
บทความนี้จะพาไล่ดูตั้งแต่เกณฑ์รายได้และคุณสมบัติที่ควรมี สัญญาณว่า Shopify Advanced เริ่มไม่พอ ไปจนถึงข้อดีของ Shopify Plus สำหรับร้านค้ายอดขายสูง ขั้นตอนอัปเกรด และสิ่งที่ต้องจัดการต่อหลังเปลี่ยนแพ็กเกจ
Shopify Plus กำหนดรายได้ขั้นต่ำไว้หรือไม่
Shopify Plus ไม่ได้กำหนดรายได้หรือ GMV ขั้นต่ำตายตัว แม้จะออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจยอดขายสูงและการดำเนินงานที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่มีตัวเลขรายได้ต่อปีที่ต้องทำให้ถึงก่อนสมัครใช้งาน
สำหรับร้านค้าที่ใช้การตั้งค่ามาตรฐาน Shopify Plus ราคา 2,500 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 84,300 บาท) เมื่อทำสัญญา 1 ปี หรือ 2,300 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 77,600 บาท) เมื่อทำสัญญา 3 ปี ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่หรือมีรูปแบบการดำเนินงานซับซ้อนอาจใช้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแบบผันแปรตามรายได้และรูปแบบธุรกิจ โดยโครงสร้างค่าธรรมเนียมของ B2B และ DTC ต่างกัน
Shopify เผยตัวเลขจุดคุ้มทุนด้านยอดขายโดยประมาณสำหรับการย้ายไปใช้แพ็กเกจ Shopify Advanced ไว้ดังนี้
|
ภูมิภาค |
ใช้ Shopify Payments |
ไม่ใช้ Shopify Payments |
|---|---|---|
|
สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย |
1.32 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44.5 ล้านบาท) |
528,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 17.8 ล้านบาท) |
|
แคนาดา สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ |
880,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 29.7 ล้านบาท) |
528,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 17.8 ล้านบาท) |
|
สิงคโปร์และนิวซีแลนด์ |
2.64 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 89 ล้านบาท) |
528,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 17.8 ล้านบาท) |
ตัวเลขในตารางช่วยประเมินว่าเมื่อไรค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่ประหยัดได้จะชดเชยค่าแพ็กเกจ Advanced ที่สูงขึ้น แต่ไม่ใช่เกณฑ์รายได้สำหรับสมัคร Shopify Plus
หากสนใจ Shopify Plus ทีมขายจะดูทั้งยอดขาย วิธีรับชำระเงิน และความต้องการในการดำเนินงาน ก่อนจัดทำใบเสนอราคาที่เหมาะกับธุรกิจ
อยากรู้ราคา Shopify Plus สำหรับธุรกิจของคุณ
พูดคุยกับทีมขาย Shopify Plusรายได้เท่าไรถึงอัปเกรด Shopify Plus แล้วคุ้ม
ไม่มีรายได้ต่อเดือนตัวเลขไหนที่รับประกันได้ว่า Shopify Plus จะคุ้มสำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ต้องดูคือรายได้ที่อาจเพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ลดลง หลังอัปเกรด เทียบกับการใช้ Shopify Advanced ต่อไป
ลองคำนวณความคุ้มค่าจาก 5 เรื่องต่อไปนี้
- ราคาแพ็กเกจ เทียบค่า Advanced ที่ 299 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 10,100 บาท) เมื่อจ่ายรายปี หรือ 399 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 13,500 บาท) เมื่อจ่ายรายเดือน กับ Plus ที่ 2,300 หรือ 2,500 ดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 77,600 หรือ 84,300 บาท) ตามระยะเวลาสัญญา
- โอกาสเพิ่มยอดขายจากหน้าเช็กเอาต์ โดยเฉลี่ยแล้ว ระบบเช็กเอาต์ของ Shopify มีอัตราคอนเวอร์ชันดีกว่าแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซอื่น 15% แต่ตัวเลขนี้เป็นผลเปรียบเทียบระดับแพลตฟอร์ม ไม่ได้หมายความว่าแค่อัปเกรดเป็น Plus แล้วยอดจะเพิ่ม 15% จึงควรประเมินจากการปรับหน้าเช็กเอาต์ที่ธุรกิจจะทำจริง
- ความเสี่ยงช่วงยอดขายพุ่ง Shopify Plus ผ่านการทดสอบรองรับการเช็กเอาต์มากกว่า 10,000 ครั้งต่อนาที ธุรกิจจึงควรย้อนดูว่าที่ผ่านมาเคยเสียยอดขายจากระบบล่มหรือเปิดตัวสินค้าไม่ราบรื่นมากแค่ไหน โดยไม่ควรนำตัวเลขความจุนี้ไปตีความเป็นเกณฑ์รายได้
- ต้นทุนจากการทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมทั้งค่าแอป เวลาของนักพัฒนา และงานที่ทีมต้องทำเองเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดของ Advanced จากนั้นนับเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนมาใช้ Plus แล้วลดได้จริง
งานศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาอิสระซึ่ง Shopify ว่าจ้าง พบว่าต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระบบ (TCO) ของ Shopify ต่ำกว่าแพลตฟอร์มคู่แข่งเฉลี่ย 33% แต่ผลนี้เป็นการเปรียบเทียบ Shopify กับแพลตฟอร์มอื่น ไม่ใช่ตัวเลขประหยัดจากการย้าย Advanced มา Plus
การหาจุดคุ้มทุนที่เหมาะกับธุรกิจ ต้องดูปริมาณธุรกรรมของธุรกิจ สัดส่วนการชำระเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงกำไรที่คาดว่าจะได้จากฟีเจอร์ที่มีให้หลังการอัปเกรด ทีมขาย Shopify Plus สามารถให้อัตราล่าสุดที่จำเป็นต่อการคำนวณนี้ได้
Shopify Plus ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
จุดที่ควรเริ่มพิจารณา Shopify Plus คือเมื่อข้อจำกัดของ Advanced ทำให้ต้นทุนเพิ่ม ทีมทำงานช้าลง หรือใช้งานฟีเจอร์สำคัญไม่ได้ ลองเช็กความพร้อมจากประเด็นเหล่านี้
ยอดขาย ทราฟฟิก และความพร้อมของระบบ
เว็บไซต์มีคนเข้าเยอะไม่ได้แปลว่าต้องใช้ Plus เสมอไป สิ่งที่น่าจับตากว่าคือทราฟฟิกที่พุ่งพร้อมกันในช่วงแฟลชเซล เปิดตัวสินค้า หรือแคมเปญใหญ่ จนเสี่ยงกระทบขั้นตอนเช็กเอาต์
ในช่วงแฟลชเซลและอีเวนต์ขายครั้งใหญ่ที่สุดของปี Shopify มีอัตราการให้บริการพร้อมใช้งาน (Uptime) เฉลี่ย 99.99% ทั่วโลก
จำนวนพนักงานและสิทธิ์เข้าถึงร้านค้า
Shopify Advanced ให้บัญชีพนักงาน 15 บัญชี ส่วน Plus รองรับได้ไม่จำกัด หากทีมโตขึ้นจนต้องแบ่งกันใช้สิทธิ์เข้าถึงหลังบ้าน หรือมีคนทำงานหลายบทบาทที่ต้องเข้าระบบโดยตรง ก็อาจถึงเวลาพิจารณาอัปเกรด
อีกข้อดีของ Shopify Plus คือการสร้างกลุ่มผู้ใช้เอง ผู้ดูแลสามารถตั้งสิทธิ์ให้หนึ่งกลุ่ม แล้วนำไปใช้กับพนักงานในแผนกหรือบทบาทเดียวกันได้ทันที
การขาย B2B และขายส่งที่ซับซ้อนขึ้น
แพ็กเกจ Shopify Advanced มีเครื่องมือ B2B หลักให้อยู่แล้ว ทั้งโปรไฟล์บริษัท เงื่อนไขเครดิต กฎเกณฑ์ปริมาณ รวมถึงการสั่งซื้อแบบบริการตนเอง ข้อจำกัดหลักคือแคตตาล็อกที่ใช้งานได้ 3 รายการในทุกตลาด B2B
เมื่ออัปเกรดเป็น Plus ข้อจำกัดจำนวนแคตตาล็อกดังกล่าวจะถูกยกเลิก พร้อมฟีเจอร์เพิ่มเติม ได้แก่
- กำหนดแคตตาล็อกให้บริษัทหรือสถานที่ตั้งของบริษัทได้โดยตรง
- กำหนดราคาลูกค้าแต่ละรายผ่านแคตตาล็อกของบริษัท
- ตั้งเงื่อนไขการเก็บเงินมัดจำ
- รองรับการชำระเงินบางส่วน
- ส่งคำขอชำระเงินสำหรับการจัดการออเดอร์แต่ละครั้ง
ฟีเจอร์เหล่านี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องตั้งราคาต่างกันให้ลูกค้าหลายราย หรือรับชำระเป็นงวด แต่หากใช้แค่เครื่องมือ B2B พื้นฐานที่ Advanced มีอยู่แล้ว ก็ยังไม่จำเป็นต้องอัปเกรด
ปรับแต่งหน้าเช็กเอาต์และหน้าร้านได้มากขึ้น
Advanced ปรับหน้าร้านและประสบการณ์เช็กเอาต์ให้เหมาะกับแต่ละตลาดได้ระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการปรับแต่ง หากต้องการควบคุมประสบการณ์ชำระเงินให้ละเอียดขึ้น Plus รองรับ Checkout Branding API และ Shopify Extensions
ในร้านค้าเดียวกัน Plus ยังออกแบบขั้นตอนเช็กเอาต์สำหรับลูกค้า B2B และ DTC ให้ต่างกันได้ เช่น กำหนดเงื่อนไขจ่ายเงินหรือทางเลือกการจัดส่งเฉพาะสำหรับลูกค้าขายส่ง โดยไม่กระทบลูกค้าทั่วไป
ขยายร้านค้าหลายตลาดและหลายสาขา
Plus มีร้านค้าขยายสาขาได้สูงสุด 9 แห่ง ซึ่งรองรับธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายตลาดหรือหลายสถานที่ ร้านค้าขยายสาขาที่เปิดใช้งานแต่ละแห่งต้องใช้ใบอนุญาตธีมของตัวเอง
สำหรับธุรกิจค้าปลีกหลายสาขา Plus รองรับจุดขาย (POS) ที่ใช้งานได้สูงสุด 200 แห่ง และยกเว้นค่าธรรมเนียม POS Pro เมื่อเปิดใช้ Shopify Payments โดยแต่ละสาขาต้องมีธุรกรรมค้าปลีกอย่างน้อย 1 รายการต่อเดือน
ถ้าธุรกิจใช้ระบบ Headless Commerce ที่ซับซ้อน Plus รองรับหน้าร้าน React ซึ่งพัฒนาด้วย Hydrogen และ Oxygen ได้สูงสุด 25 แห่ง เทียบกับหน้าร้านแบบกำหนดเอง 1 แห่งบน Advanced
เมื่อ Shopify Advanced ไม่พออีกต่อไป เช็ก 8 สัญญาณสำคัญ
สัญญาณที่เห็นชัดที่สุดไม่ใช่แค่ยอดขายที่โตขึ้น แต่เป็นงานประจำที่เริ่มทำยาก เสียเวลา หรือมีต้นทุนเพิ่ม เพราะข้อจำกัดของแพ็กเกจเดิม
- บัญชีพนักงานครบ 15 บัญชีแล้ว แต่ยังมีทีมงานที่ต้องเข้าใช้งานส่วนผู้ดูแลร้านค้าอีก
- แคตตาล็อก B2B 3 รายการไม่พอ เพราะต้องแยกราคาและสินค้าให้ลูกค้าหลายกลุ่มมากขึ้น
- อยากปรับหน้าเช็กเอาต์มากกว่านี้ แต่ติดข้อจำกัดของแพ็กเกจ Advanced
- มีแฟลชเซลหรือเปิดตัวสินค้าใหญ่จนกังวลเรื่องระบบเช็กเอาต์ ซึ่ง Plus รองรับปริมาณการใช้งานสูงและมีระบบป้องกันบอท
- เริ่มขายในตลาดใหม่และต้องมีหน้าร้านแยกตามประเทศหรือพื้นที่
- ธุรกิจค้าปลีกมีสาขาใช้งานใกล้ครบ 10 แห่ง และกำลังวางแผนขยายต่อ
- แคมเปญและการเชื่อมต่อต้องการการแก้ไขด้วยมือมากเกินไป Launchpad Shopify Functions แอปแบบกำหนดเอง รวมถึงขีดจำกัด API ที่สูงขึ้นบน Plus สามารถลดงานด้านการดำเนินงานได้
- ต้องการตัวเลือกการสนับสนุนมากขึ้นสำหรับปัญหาสำคัญ ซึ่ง Plus มีการสนับสนุนแบบด่วนตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านโทรศัพท์และแชท
อยากเห็นความต่างระหว่าง Shopify Advanced และ Plus แบบชัด ๆ
เปรียบเทียบฟีเจอร์แพ็กเกจShopify Plus คุ้มกับร้านที่มียอดขายสูงหรือไม่
สำหรับแบรนด์ DTC หรือธุรกิจออมนิแชนเนลที่มียอดขายสูง Plus จะเริ่มคุ้มเมื่อค่าธรรมเนียมที่ประหยัดได้ กำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนการทำงานที่ลดลง รวมกันแล้วมากกว่าค่าแพ็กเกจส่วนที่เพิ่มขึ้น หากยกตัวอย่างธุรกิจในสหรัฐฯ จะเปรียบเทียบต้นทุนได้ดังนี้
|
ต้นทุน |
Advanced |
Plus |
|---|---|---|
|
ค่าแพ็กเกจ |
399 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 13,500 บาท) หรือ 299 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 10,100 บาท) เมื่อเรียกเก็บแบบรายปี |
2,500 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 84,300 บาท) สำหรับสัญญา 1 ปี หรือ 2,300 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 77,600 บาท) สำหรับสัญญา 3 ปี |
|
อัตราค่าบัตรออนไลน์มาตรฐาน |
2.5% + 30 เซนต์ USD (ประมาณ 10 บาท) |
เริ่มต้นที่ 2.25% + 30 เซนต์ USD (ประมาณ 10 บาท) |
|
ค่าธรรมเนียมผู้ให้บริการชำระเงินบุคคลที่สาม |
0.6% |
0.2% |
ผลลัพธ์ด้านยอดขายก็มีผลต่อความคุ้มค่าเช่นกัน Al.ive body แบรนด์ DTC และขายส่งมียอดคอนเวอร์ชันเพิ่มขึ้น 47% หลังจากปรับแต่งการเช็กเอาต์ และทำรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในช่วง 4 วันของ Black Friday
อีกเรื่องที่ต้องนำมาคิดคือความพร้อมรองรับยอดขาย Plus ผ่านการทดสอบโหลดที่มากกว่า 10,000 เช็กเอาต์ต่อนาที พร้อมแบนด์วิดท์และธุรกรรมไม่จำกัด ขณะเดียวกัน Shopify มี Uptime เฉลี่ย 99.99% ทั่วโลกในช่วงอีเวนต์ลดราคาครั้งใหญ่ที่สุดของปี ตัวเลขนี้ต่างจาก Uptime แบบ Rolling 99.9% ของแพลตฟอร์ม และไม่ใช่ข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ของร้านค้าใดร้านค้าหนึ่ง
หลังอัปเกรดเป็น Plus Knya ผู้ค้าปลีกแบบออมนิแชนเนลมีรายได้ออนไลน์เพิ่มขึ้น 105% ธุรกรรมเพิ่มขึ้น 97% รวมถึงลดเวลาการจัดส่งลง 79%
วิธีอัปเกรดเป็น Shopify Plus ใน 6 ขั้นตอน
- ระบุว่า Advanced สร้างต้นทุนอะไรให้ธุรกิจบ้าง บันทึกข้อจำกัดที่ทำให้เกิดงานเพิ่ม ยอดขายที่สูญเสีย หรือโปรเจกต์ที่ล่าช้า ใช้การเปรียบเทียบแพ็กเกจเพื่อแยกฟีเจอร์ของ Plus ออกจากเครื่องมือที่มีอยู่แล้วบน Advanced
- ขอใบเสนอราคา Shopify Plus เตรียมข้อมูลรายได้ออนไลน์ต่อปี ระบบชำระเงิน รูปแบบการขาย และความต้องการทางเทคนิคส่งให้ทีมขาย เพื่อให้ประเมินค่าแพ็กเกจและอัตราค่าธรรมเนียมได้ตรงกับธุรกิจ
- อ่านเงื่อนไขสัญญาให้ครบ เช็กสกุลเงินที่เรียกเก็บ ระยะสัญญา 1 หรือ 3 ปี ค่าธรรมเนียมธุรกรรม และระดับบริการ เพราะราคาและสกุลเงินที่รองรับอาจต่างกันตามตลาด
- วางแผนสิ่งที่ต้องจัดการ ทำรายการธีม แอป การเชื่อมต่อ การเปลี่ยนแปลงการเช็กเอาต์ การตั้งค่า B2B ร้านค้าขยายสาขา รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช็กลิสต์การเปิดตัว Plus มีกรอบการใช้งานแบบครบถ้วนและช่องทางติดต่อฝ่ายสนับสนุน Plus
- ตรวจสอบแอปและการเชื่อมต่อทั้งหมด Shopify ไม่ได้เผยแพร่รายการความเข้ากันได้รายการเดียว ติดตั้งแอปแต่เนิ่นๆ ทดสอบการทำงานเต็มรูปแบบ รวมถึงบันทึกโค้ดธีมใดก็ตามที่แอปเพิ่มเข้ามา โปรแกรม Plus Certified App คือชุดคำแนะนำระดับองค์กร ไม่ใช่รายการของทุกแอปที่ใช้งานได้บน Plus
- เลือกวันเปิดใช้งานที่เสี่ยงน้อยที่สุด และทดสอบทุกการเปลี่ยนแปลงที่วางแผนไว้ให้เรียบร้อยก่อนถึงวันจริง
Plus มีร้านค้าสำหรับทดสอบแบบไม่จำกัด ดังนั้นทีมงานจึงสามารถทดสอบธีม การเช็กเอาต์ แอป รวมถึงการเชื่อมต่อใหม่ได้ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงกับร้านค้าจริง
พร้อมวางแผนอัปเกรด Shopify Plus ให้เหมาะกับธุรกิจแล้วหรือยัง
ติดต่อทีมขาย Shopify Plusหลังอัปเกรด Shopify Plus วันแรก มีอะไรเปลี่ยนบ้าง
การอัปเกรดทำให้ร้านค้าเข้าถึงฟีเจอร์ของ Plus ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบจะตั้งค่าทุกอย่างให้อัตโนมัติ ตารางนี้สรุปสิ่งที่ปลดล็อกแล้วและงานที่ทีมยังต้องทำต่อ
|
ด้าน |
สิทธิ์เข้าถึงที่เพิ่มมากับ Plus |
การตั้งค่าที่ยังต้องทำ |
|---|---|---|
|
ร้านค้าขยายสาขา |
ร้านค้าขยายสาขาสูงสุด 9 แห่งสำหรับตลาดระหว่างประเทศหรือสถานที่แยกต่างหาก |
สร้างร้านค้าแต่ละแห่ง ตั้งค่าข้อมูลและการตั้งค่า รวมถึงขอใบอนุญาตธีมที่ใช้งานจริง |
|
การเช็กเอาต์ |
Checkout Branding API, Shopify Extensions รวมถึงประสบการณ์การเช็กเอาต์ B2B และ DTC แยกต่างหากในร้านค้าเดียว |
สร้างหรือติดตั้ง extension แล้วทดสอบเส้นทางของลูกค้าแต่ละประเภท |
|
แคมเปญ |
เข้าถึง Launchpad สำหรับการลดราคาตามกำหนดเวลา การเปิดตัว การเติมสต็อก การเปลี่ยนธีม รวมถึงงานอีเวนต์อื่นๆ |
ติดตั้ง Launchpad แล้วตั้งค่าแต่ละอีเวนต์ |
|
ผู้ใช้ |
บัญชีพนักงานไม่จำกัดและกลุ่มผู้ใช้แบบกำหนดเอง |
เชิญผู้ใช้ สร้างกลุ่ม รวมถึงกำหนดสิทธิ์ |
|
B2B |
แคตตาล็อกตลาด B2B ไม่จำกัดและการกำหนดแคตตาล็อกโดยตรงให้กับบริษัทและสถานที่ตั้งของบริษัท |
สร้างแคตตาล็อกแล้วกำหนดให้กับผู้ซื้อที่ถูกต้อง |
|
รีเทล |
รวม POS Pro 20 สถานที่แรกไว้ให้ |
ค่าธรรมเนียม POS Pro จะได้รับการยกเว้นสำหรับสูงสุด 200 สถานที่เมื่อธุรกิจเป็นไปตามเงื่อนไข Shopify Payments ที่ Shopify ระบุไว้ |
|
การสนับสนุน |
การสนับสนุนแบบเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านโทรศัพท์และแชท |
ใช้ตัวเลือกการติดต่อของ Plus ที่แสดงในส่วนผู้ดูแล Shopify |
|
แอปและพาร์ทเนอร์ |
เข้าถึงระบบนิเวศ Plus Certified App ของ Shopify และพาร์ทเนอร์บริการ Plus ที่คัดสรรมาแล้ว |
เลือกและทำสัญญากับผู้ให้บริการแอปหรือพาร์ทเนอร์บริการ |
|
การทดสอบ |
ร้านค้าสำหรับทดสอบไม่จำกัด พื้นที่จัดเก็บไฟล์ 1 TB ต่อร้าน รวมถึงธีมสูงสุด 100 ธีม |
สร้างร้านค้าสำหรับทดสอบ แล้วเปิดใช้งานการทดลองใช้ที่มีในร้านค้าที่เลือกไว้ |
|
การระงับอีเมล |
ฝ่ายสนับสนุน Shopify Plus สามารถปิดการใช้งานอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าบางรายการได้ |
ติดต่อฝ่ายสนับสนุน Plus พร้อมระบุการแจ้งเตือนที่ต้องการระงับ |
|
API |
ทรัพยากร REST เฉพาะ Plus ประกอบด้วย GiftCard, Multipass รวมถึง User ส่วนทรัพยากร GraphQL เฉพาะ Plus ประกอบด้วย publishablePublish และ publishableUnpublish |
อัปเดตและทดสอบการเชื่อมต่อที่ใช้ความจุหรือทรัพยากรที่เพิ่มเข้ามา |
ตัวสลับร้านค้า เป็นฟีเจอร์ของส่วนผู้ดูแลที่แยกต่างหาก ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะของ Plus ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สลับไปมาระหว่างร้านค้าและองค์กรที่เชื่อมต่อกับที่อยู่อีเมลเดียวกันได้ ร้านค้าขยายสาขาจะปรากฏที่นั่นเมื่อผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง แต่ตัวสลับร้านค้าไม่ได้สร้างหรือจัดการร้านค้าเหล่านั้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอัปเกรด Shopify Plus
รายได้ขั้นต่ำสำหรับอัปเกรด Shopify Plus
Shopify Plus ไม่ได้เผยแพร่เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ ราคาเริ่มต้นที่ประกาศไว้คือ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 77,600 บาท) ต่อเดือนเมื่อทำสัญญา 3 ปี สำหรับธุรกิจยอดขายสูงและมีความซับซ้อนบางประเภท อาจใช้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแบบผันแปรตามรายได้และรูปแบบธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายรายเดือนของ Shopify Plus
Shopify Plus มีราคา 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 84,300 บาท) สำหรับสัญญา 1 ปี หรือ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 77,600 บาท) สำหรับสัญญา 3 ปี ราคาจริงขึ้นอยู่กับสกุลเงินที่เรียกเก็บ และธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนบางแห่งอาจใช้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแบบผันแปร
ความแตกต่างระหว่าง Shopify Advanced กับ Shopify Plus
Advanced รองรับพนักงาน 15 บัญชี แคตตาล็อกตลาด B2B ที่ใช้งานได้ 3 รายการ การปรับหน้าเช็กเอาต์บางส่วน และจุดขายที่ใช้งานได้ 10 แห่ง ส่วน Plus รองรับบัญชีพนักงานและแคตตาล็อก B2B ไม่จำกัด เพิ่มการปรับแต่งเช็กเอาต์ ร้านค้าขยายสาขาสูงสุด 9 แห่ง และจุดขายที่ใช้งานได้สูงสุด 200 แห่ง
อัปเกรดจาก Advanced เป็น Plus โดยไม่สร้างร้านค้าใหม่ได้ไหม
ได้ ธุรกิจสามารถอัปเกรดจาก Advanced เป็น Plus โดยใช้ร้านค้าเดิมต่อไป เพราะ Shopify นับการอัปเกรดเป็นการเปลี่ยนแพ็กเกจ เพียงเลือก Plus ใน **การตั้งค่า > แพ็กเกจ** ฟีเจอร์ของแพ็กเกจใหม่ก็พร้อมใช้งาน ส่วนการเปลี่ยนธีม ปรับหน้าเช็กเอาต์ หรือสร้างร้านค้าขยายสาขา ต้องดำเนินการแยกต่างหาก
ฟีเจอร์ B2B ที่ได้เพิ่มเมื่อใช้ Shopify Plus
Shopify Plus รองรับ B2B พร้อมแคตตาล็อกตลาดไม่จำกัด การกำหนดแคตตาล็อกให้ลูกค้าโดยตรง การเก็บเงินมัดจำ การชำระเงินบางส่วน และคำขอชำระเงินต่อการจัดการออเดอร์ ขณะที่ Advanced จำกัดแคตตาล็อกตลาด B2B ที่ใช้งานได้ 3 รายการ และไม่มีตัวเลือกการชำระเงินเพิ่มเติมเหล่านี้

